เศรษฐกิจพอเพียง

         ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนให้กลับเป็นเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้อง ทั้งหมด
แม้จะไม่ถึงครึ่ง อาจจะเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็สามารถที่จะอยู่ได้ การแก้ไขจะต้อง
ใช้เวลา ไม่ใช่ง่าย ๆ โดยมากคนก็จะใจร้อน เพราะเ ดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำ
ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็จะสามารถที่จะแก้ไขได้
                         พระราชดำรัส พระราชทานเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540

เศรษฐกิจพอเพียง

         เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชน
ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการ
พัฒนา และบริหารประเทศ ให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะ
การพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

การปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

•  ยึดหลัก พออยู่ พอกิน พอใช้
•  ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่าย ลดการฟุ่มเฟือยในการดำรงชีพ
•  ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้องและสุจริต
•  ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์ และแข่งขันในการค้าขาย
•  มุ่งเน้นหาข้าว หาปลาก่อนมุ่งเน้นหาเงินหาทอง
•  ทำมาหากินก่อนทำมาค้าขาย
•  ภูมิปัญญาชาวบ้าน และที่ดินทำกินคือทุนทางสังคม
•  ตั้งจิตที่มั่นคง ร่างกายที่แข็งแรง ปัญญาที่เฉียบแหลม นำความรู้ความ
เข้าใจอย่างลึกซึ้งเพื่อปรับวิถีชีวิต รู้การพัฒนาที่ยั่งยืน

..............................................

กังหันชัยพัฒนา

           กังหันน้ำพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มี
พระราชดำริ ให้ ประดิษฐ์ เครื่องกล เติมอากาศ แบบประหยัด
ค่าใช้จ่าย สามารถผลิตได้ใน ประเทศ ซึ่งมีรูปแบบ “ ไทยทำไทยใช้ ” โดยทรงได้แนวทางจาก “ หลุก ” ซึ่งเป็นอุปกรณ์ วิดน้ำเข้านา
อันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นจุดคิดค้นเบื้องต้น และทรงมุ่งหวัง
ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการ บรรเทา น้ำเน่าเสีย
อีกทาง หนึ่ง ด้วยการนี้จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิ
ัชัยพัฒนา สนับสนุนงบ ประมาณ เพื่อการศึกษา และวิจัย
สิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ โดยดำเนินการจัดสร้าง เครื่องมือ บำบัดน้ำเสีย
ร่วมกันกรมชลประทานในปัจจุบันคือ “ กังหันน้ำชัยพัฒนา ”

คุณสมบัติทั่วไป

          กังหันน้ำชัยพัฒนา หรือเครื่องกลตามอากาศ ที่ผิวน้ำหมุนช้า
แบบทุ่นลอย (Chaipattana Low Speed Sorface
Aerator) ซึ่งเป็นModel RX-2 หมายถึง Royal Experiment
แบบที่ 2 มีคุณสมบัติในการถ่ายเทออกซิเจนได้สูงถึง
1.2 กิโลกรัม ของออกซิเจน/แรงม้า/ชั่วโมง สามารถนำไปใช้ใน
กิจกรรมปรับปรุงคุณภาพช้าได้อย่างเอนกประสงค์ ติดตั้งง่าย เหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ สระน้ำ หนองน้ำ
คลอง บึง ลำห้วย ฯลฯ ที่มีความลึกมากกว่า 1.00 เมตร และมีความ
กว้างมากกว่า 3.00 เมตร เครื่องกลเติมอากาศ “ กังหันชัยพัฒนา ” แบบทุ่นลอย สามารถปรับตัวขึ้นลงได้ตามระดับขึ้นลงของน้ำ

สิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย

          เป็นที่ปิติยินดีเป็นล้นพ้น แก่พวงพสกนิกรไทย เมื่อเครื่องกล
เติมอากาศ “ กังหันน้ำชัยพัฒนา ” ได้รับการพิจารณา และทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรใน พระปรมาภิไธย เมื่อ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 นับ
เป็นสิ่ง ประดิษฐ์ เครื่องกล เติมอากาศเครื่องที่ 9 ของโลก ที่ได้รับสิทธิบัตรและเป็นครั้งแรกที่ได้มีการรับ จดทะเบียน และออก
สิทธิบัตรถวายแด่พระมหากษัตริย์ด้วย จึงนับได้ว่า สิทธิบัตร
เครื่องกลเติมอากาศในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นั้นเป็น “ สิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์พระองค์
แรกใน ประวัติศาสตร์ชาติไทย และเป็นครั้งแรกของโลก

..............................................

พระบิดาแห่งการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำ

          ฝายชะลอความชุ่มชื้น เป็นการสร้างฝายในราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูก และหาง่ายในท้องถิ่น เช่นการทิ้งหินแล้วคลุม
ด้วยตาข่าย ซึ่งจะทำการปิดกั้นร่องน้ำลำธารเล็กเป็นระยะ ๆ เพื่อใช้ ้กักน้ำและตะกอนไว้บางส่วน น้ำที่กักไว้จะซึมเข้าไปในดิน ก่อให้ เกิด
ความชุ่มชื้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ฝายดักตะกอน เป็นชนิด
ป้องกัน ไม่ให้ทรายไหลไปตามน้ำเข้าสู่อ่างใหญ่ จำเป็นต้องทำให้ดี
และลึก ส่วนฝายต้นน้ำและลำธาร หรือฝายชะลอความชุ่มชื้นนั้น ไม่จำเป็นต้องขุดให้ลึก เพียงแต่กักน้ำให้ลงไปในดิน แต่หาก อยู่ใน
ระดับ ที่สูง บริเวณยอดเขา ต้องออกแบบให้สามารถกักน้ำได้มาก
พอสมควร เพื่อให้มีน้ำสำรองเพียงพอสำหรับประคับประคองกล้าไม
้อัน เป็นป่าต้นน้ำ หลังจากฤดูฝนผ่านไป

ฝนหลวง

          สายน้ำพระราชทาน / พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวการพัฒนา
วิธีทำฝนเทียมด้วยพระองค์เอง โดยทรงร่วมปรึกษาหารือ กับ
หม่อมเทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรวิศวกรรม ซึ่งการ
ทดลองครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2512 และได้นำมาช่วยเหลือราษฎร ครั้งแรกเมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2541 ซึ่งได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนค้นพบวิธีทำฝนเทียมแบบใหม่ ต่างจากที่ปฏิบัติกันในต่างประเทศ เป็นกรรมวิธีของประเทศไทยโดยเฉพาะ

สรุปวิธีการทำฝนหลวง ๓ ขั้นตอนคือ

ขั้นที่ ๑ “ ก่อกวน ” คือ การดัดแปรสภาพ อากาศและกระตุ้นใช้
้ก้อนเมฆลอยตัวสูงขึ้น ให้รวมตัวเป็นกลุ่มก้อน

ขั้นที่ ๒ “ เลี้ยงให้อ้วน ” คือทำให้เมฆมารวมตัวเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ และหนาแน่น พร้อมที่จะตกเป็นฝน

ขั้นที่ ๓ “ ขั้นโจมตี ” คือกระตุ้นให้เม็ดละอองเมฆเข้าปะทะชนกัน แล้วรวมตัวจน กลายเป็นเม็ดน้ำและตกเป็นเม็ดฝนสู่พื้นที่เป้าหมาย

พระบิดาแห่งการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำ

           อ่างเก็บน้ำ เกิดจากการสร้างเขื่อนปิดกั้นระหว่างหุบเขา หรือ
เนินสูง เพื่อกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งปริมาณน้ำของอ่างเก็บน้ำ ขึ้น
อยู่ กับความสูงของสันเขื่อน แล้วสร้างอาคารระบายน้ำล้น เพื่อควบคุม
ระดับน้ำในอ่างไม่ให้ล้น ข้ามสันเขื่อน และต่อท่อส่งน้ำจากตัวเขื่อน
ส่งไปให้กับพื้นที่เพาะปลุก ซึ่งอยู่ท้ายอ่างเก็บน้ำ            นอกจากจะเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ทำให้สามารถเพาะปลูกได้ตลอดปีแล้ว ยังลดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่สองฝั่ง
น้ำ และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำอีกด้วย

           สระเก็บน้ำ   การขุดสระเก็บน้ำ เป็นการลดปัญหาการขาด
แคลนน้ำ ในหน้าแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ การเกษตรที่อยู่นอกเขต
ชลประทาน หรืออยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ทำการเกษตรที่มีอยู่ เป็นจำนวนมากในประเทศ โดยการสร้างสระสำหรับเก็บกักน้ำฝนที่ไหลลงมาตามผิวดิน หรือน้ำ
ซึมจากผิวดินสู่สระเก็บน้ำ ไว้ในพื้นที่ไร่นาของเกษตรกรเป็นการส่วน
ตัว เพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ในการอุปโภค และทำการเกษตรได้ตลอดปี ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริ ทฤษฎีใหม่และได้มีการคำนวณพื้นที่การ
กักเก็บน้ำ ให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ ได้เพียงพอ
ตลอดทั้งปี คิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ ๓๐ ของที่ดินทั้งหมด

..............................................

พระขัติยเกษตราธิราช

เกษตรทฤษฎีใหม่

         เป็นแนวทางหรือหลักการในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นา คือที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็ก ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้การดำเนินการทฤษฎีใหม่ ได้พระราชทานขั้นตอนดำเนินงานดังนี้

ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น
         สถานะพื้นฐานของเกษตรกร คือ มีพื้นที่น้อยค่อนข้างยากจน อยู่ในเขตเกษตรนำฝนเป็นหลัก ในขั้นที่ 1 นี้ มีวัตถุประสงค์ ์เพื่อ
สร้างเสถียรภาพความมั่นคงของรายได้ ความมั่นคงของชีวิต และความมั่นคงชองชุมชนชนบท เช่น เศรษฐกิจ พึ่งตนเองมากขึ้น มีการจัดสรรพื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน 30 :30:30:10 ตามภาพแสดง (มูลนิธิชัยพัฒนา , 2542)

ขั้นที่ 2  ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง  
         เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตน จนได้
ผลแล้วก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลัง กันในรูปกลุ่ม
หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการในด้าน

                   (1) การผลิต          (2) การตลาด
                   (3) ความเป็นอยู่    (4) สวัสดิภาพ
                   (5) การศึกษา        (6) สังคมและศาสนา

ขั้นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า
          เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้น ฐานะมั่งคงขึ้น เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่
ขั้นที่ สามต่อไป คือติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุนหรือแหล่งเงิน
ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชนมาช่วยในการทำธุรกิจ ควรลงทุน
และพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกร และฝ่ายธนาคาร กับ
บริษัทจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน

..............................................

หญ้าแฝก

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับหญ้าแฝก

         หญ้าแฝกเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตระกูลหญ้าชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับ
ข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วไปหลายพื้นที่ตาม
ธรรมชาติ จากการสำรวจพบว่า มีกระจายอยู่ทั่วโลกประมาณ
12 ชนิด และสำรวจพบในประเทศไทย อยู่ 2 ชนิด ได้แก่

1. กลุ่มพันธุ์หญ้าแฝกกลุ่ม ได้แก่ พันธุ์สุราษฎร์ธานี กำแพงเพชร 2
ศรีลังกา สงขลา 3 และพระราชทาน ฯลฯ

2. กลุ่มพันธุ์หญ้าแฝกดอน ได้แก่ พันธุ์ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์
ร้อยเอ็ด กำแพงเพชร นครสวรรค์ และเลย เป็นต้น

         หญ้าแฝกเป็นหญ้าที่ขึ้นเป็นกอ หน่อเบียดกันแน่น ใบของหญ้า
แฝกมีลักษณะแคบยาว ขอบขนานปลายสอบแหลม ด้านท้องใบจะ
มีสีจางกว่าด้านหลังใบ มีรากเป็นระบบรากฝอยที่สานกันแน่นยาว
หยั่งลึกในดิน มีช่อดอกตั้ง ประกอบด้วยดอกขนาดเล็ก ดอกจำนวน
ครึ่งหนึ่งเป็นหมัน

ลักษณะพิเศษของหญ้าแฝก

         การที่หญ้าแฝกถูกนำมาใช้ปลูกในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เนื่องมา
จากมีลักษณะเด่นหลายประการ ดังนี้

1. มีการแตกหน่อรวมเป็นกอ เบียดกันแน่นไม่แผ่ขยายด้านข้าง
2. มีการแตกหน่อและใบใหม่ ไม่ต้องดูแลมาก
3. หญ้าแฝกมีข้อที่ลำต้นถี่ ขยายพันธุ์โดยใช้หน่อได้ตลอดปี
4. ส่วนใหญ่ไม่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ทำให้ควบคุมโดยการแพร่ขยายได้
5. มีใบยาว ตัดและแตกใหม่ง่าย แข็งแรงและทนต่อการย่อยสลาย
6. ระบบรากยาว สานกันแน่น และช่วยอุ้มน้ำ
7. บริเวณรากเป็นที่อาศัยของจุลินทรีย์
8. ปรับตัวกับสภาพต่างๆได้ดี ทนทานต่อโรคพืชทั่วไป
9. ส่วนที่เจริญต่ำกว่าผิวดิน ช่วยให้อยู่รอดได้ดีในสภาพ

ประโยชน์ของหญ้าแฝก

  ต้นและใบ
- กรองเศษพืชและตะกอนดินที่ถูกชะล้างมากักเก็บไว้
- ทำวัสดุมุงหรือหลังคา
- วัสดุทำกระดาษ
- ทำเชือก เสื่อ หมวก ตะกร้า ฯลฯ
- ใช้เป็นอาหารสัตว์ พวก แกะ โค กระบือ ฯลฯ
- ทำวัสดุเพาะเห็ด ทำปุ๋ยหมัก
- อื่น ๆ

  ราก
- ดูดซับน้ำ และรักษาความชุ่มชื้นในดิน
- ดูดซับแร่ธาตุอาหาร / สลายกลายเป็นอินทรียวัตถุในดิน
/ ทำให้ดินร่วนซุย
- ช่วยทำให้คุณสมบัติทางกายภาพของดินดีขึ้น
- ทำฉาก ม่านตา พัด กระเป๋าถือ
- สมุนไพรและเครื่องประทินผิว
- กลิ่นทำน้ำหอม ส่วนผสมของสบู่
- อื่น ๆ

..............................................

ไม้ ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ ประการ

ประโยชน์ ๔ ประการ
         ไม้ ๓ อย่าง เมื่อปลูกไปแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ ๔ ประการ คือ

1. ในสภาพปัจจุบันป่าไม้ลดลงเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถตอบสนอง
ความต้อง การของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ ดังนั้นเมื่อ
มีการปลูกไม้ ที่มีความ เหมาะสมและมีคุณสมบัติที่ว่า เพื่อการใช้สอบ และสามารถนำมาใช้เสริมสร้าง อาชีพได้โดย มีการวางแผนอย่างมี
ส่วนร่วม และดูแลรักษาก็จะทำให้ชุมชนมีไม้ ใช้สอบอย่าง ไม่ขาด
แคลน และจะไม่สร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มี อยู่ และ
หากมีการปลูกในปริมาณที่มากพอ ชุมชนก็สามารถนำมาเสริมอาชีพ
ได้ ทำให้ชุมชนมีรายได้เสริมให้มีความอยู่ดีกินดีขึ้น

2. ไม้ฟืนเป็นวัสดุเชื้อเพลิงพื้นฐานของชุมชน การไม่มีไม้ฟืนใช้
สนับสนุนกิจกรรม ของครัวเรือน ชุมชนจะต้องเดือด ร้อน และ
สิ้นเปลือง เงินทอง เพื่อการจัดหาแก๊ส หุงต้ม หรือจะต้องเสียค่า
ใช้จ่ายเพื่อการจัดหาวัสดุเชื้อเพลิงประเภทอื่น ๆ

3. มีอาหารและสมุนไพรรวมทั้งสัตว์แมลงที่ชุมชนสามารถหา
ได้จากธรรมชาติ จะเป็นอาหารที่มีคุณค่าปลอดสารพิษ อันเป็น
ประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน

4. เมื่อมีการปลูกไม้เจริญเติบโตเป็นพื้นที่ขยายมากขึ้น และมีการปลูก
เสริม คุณค่าป่าด้วยพันธุ์ต่าง ๆ ทำให้เกิด ความหลากหลายและ
เป็นการอนุรักษ์ดิน และน้ำ รวมทั้งก่อให้เกิดการอนุรักษ์ที่ต้นน้ำลำธาร

ไม้ ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ ประการ

          เป็นชนิดไม้ที่มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกับวิถีชีวิตของชุมชน

1. ไม้ใช้สอยและเศรษฐกิจ เป็นชนิดไม้ที่ชุมชนนำไปใช้ในการปลูกสร้าง
บ้านเรือน โรงเรือน เครื่องเรือน คอกสัตว์ เครื่องมือในการเกษตร เช่น
เกวียน คันไถ ด้ามจอบ เสียม และมีด รวมทั้งไม้ที่สามารถนำมาเป็นเครื่อง
จักรสาน กระบุง ตะกร้า เพื่อนำ ไปใช้ในครัวเรือน และเมื่อมีพัฒนาการ
ทางฝีมือก็สามารถ จัดทำเป็นอุตสาหกรรม ครัวเรือน นำไปจำหน่ายเป็น
รายได้ ้ของชุมชน ซึ่งเรียกว่า เป็นไม้เศรษฐกิจ ของชุมชน ได้แก่ มะขามป่า
สารภี ซ้อ ไผ่หก ไผ่ไร่ ไผ่ซาว มะแฟน สัก ประดู่ กาสามปี จำปี
จำปา ตุ้ม ทะโล้ หมี่ ยมหอม กฤษณา นางพญาเสือโคร่ง ไก่ ฯลฯ เป็นต้น

2. ไม้ฟืนเชื้อเพลิงของชุมชน ชุมชนในชนบทต้องใช้ไม้ฟืน เพื่อการหุงต้ม
ปรุงอาหาร สร้างความอบอุ่นในฤดูหนาว สุมความตามคอก ไล่ยุง เหลือบ
ริ้น ไร รวมทั้งไม้ฟืนในการนิ่งเมี่ยง และการอบถนอมอาหาร ผลไม้บางชนิด ไม้ฟืนมีความจำ เป็นที่สำคัญ หากไม่มีการจัดการที่ดี ไม้ธรรมชาติ
ที่มีอยู่จะไม่เพียงพอในการใช้ประโยชน์ ความอัตคัดขาดแคลนจะเกิดขึ้น ดังนั้นจะต้องมีการวางแผนปลูกต้นไม้โตเร็วขึ้น ทดแทนก็จะทำให้
ชุมชนมีไม้ฟืนใช้ได้อย่างเพียงพอ ได้แก่ ไม้หาด สะเดา เป้าเลือด ดงดำ
มะแขว่น สมอไทย ตะคร้อ ต้นเสี้ยว บุญนาค ตะแบก คอแลบ แดง เต็ง
รัง พลวง ติ้ว หว้า ฯลฯ

3. ไม้อาหาร หรือไม้กินได้ ชุมชนดั้งเดิมเก็บหาอาหารจากแหล่ง
ธรรมชาติ มีทั้งการไล่ล่าสัตว์ป่าเป็นอาหาร รวมทั้งพืชสมุนไพร อดีตแหล่งทรัพยากร ธรรมชาติที่สมบูรณ์จึงเป็นแหล่งอาหาร
เสริมสร้าง พลานามัย การปลูกไม้ที่สามารถให้หน่อ ใบ ดอก
ผล ใช้เป็นอาหารได้ ก็จะทำให้ชุมชนมีอาหารและสมุนไพร
ในธรรมชาติ เสริมสร้างสุขภาพให้มีกิน มีใช้ อย่างไม่ขาดแคลน
ได้แก่ มะหาด ฮ้อ สะพายควาย เป้าเลือด บุก ผักหวานป่า มะไฟ มะขามป้อม มะเดื่อ มะปีนดง เพกา แค สะเดา เมี่ยง มะม่วงป่า
มะแฟน มะเม่า หวาย ดอกต้าว กระถิน ก่อเดือย ฯลฯ